รายละเอียดเนื้อหา

1.Search Engine Marketing (SEM)

SEM ย่อมาจากคำว่า Search Engine Marketing เป็นการผสมคำกันระหว่างคำว่า Search Engine หรือ เครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต และคำว่า Marketing หรือการตลาด ดังนั้น SEM หรือ Search Engine Marketing จึงหมายถึง “การทำการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต”

การทำ SEM เป็นวิธีการโปรโมตเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย เนื่องจากในการค้นหาข้อมูลในแต่ละครั้งจำเป็นต้องใช้ Keyword (คีย์เวิร์ด) เป็นตัวกำหนดขอบเขต

เมื่อเราป้อน Keyword ลงในช่องค้นหา Search Engine จะประมวลผลและแสดงออกมาเป็นรายการของเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาตรงกับ Keyword นั้นๆ ไว้ในหน้า Search Result Page หรือ หน้าแสดงผลการค้นหา ยิ่งเว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้มีคนเปิดเข้าไปดูมากขึ้นเท่านั้น และนำมาซึ่งยอดผู้ใช้บริการหรือยอดขายที่เพิ่มมากขึ้น

Search engine ที่เป็นที่นิยมมากในปัจจุบันคือ Google และ Yahoo! โดย Google เป็นที่นิยมอันดับ 1 ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย รวมทั้งประเทศไทย ส่วนในประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง และใต้หวันนิยมใช้ Yahoo!

การทำ SEM (Search Engine Marketing) สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ

1. SEO (Search Engine Optimization) หรือการโปรโมทเว็ปไซต์ คือ การเพิ่มอันดับของเว็บไซต์ในส่วนของผลการค้นหาทั่วไปในหน้า Search Result Page โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในเว็บไซต์ให้เป็นไปตามกฏของ Search Engine นั้นๆ อ่านต่อ

2. PPC (Pay Per Click) คือ ส่วนของพื้นที่โฆษณาซึ่งอยู่ในหน้า Search Result Page เช่นกัน แต่ต้องจ่ายเงินเมื่อมีการคลิ๊กเปิดเข้าไปดูเว็บไซต์ PPC มีข้อแตกต่างกับ SEO ตรงที่สามารถแสดงผลในลำดับต้นๆได้ง่ายและรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างในเว็ปไซด์ เพียงแค่ประมูล Keyword ที่ต้องการมา เว็บไซต์ก็สามารถแสดงอยู่ในอันดับต้นๆได้

– See more at: http://seo-web.aun-thai.co.th/what_is_sem/#sthash.Agc4G6IP.dpuf

——————————————————————————————-

 

 

2.Social Media Marketing (SMM)

          Social Media Marketing (SMM) คือการทำการตลาดบนสื่อออนไลน์ ซึ่งทุกวันนี้ Social Media เช่น Facebook, Twitter ฯลฯ ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้น จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน บางคนตื่นเช้ามาต้องเข้าหน้าเว็บ Facebook เพื่อดูความเคลื่อนไหวของเพื่อน ดาราหรือข่าวสาร ความบันเทิง เพราะ Social Media สามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง จะสังเกตได้ว่าร้านขายของ หรือบริษัทต่างๆ เริ่มหันมาให้ความสนใจในการทำการตลาดบนสื่อออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำแต่มีศักยภาพค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบ เทียบกับสื่อชนิดอื่นๆ

ข้อดีของการทำ Social Media Marketing คือการเข้าถึงกลุ่มบุคคลที่สนใจในตัวสินคาของเราแบบตัวต่อตัว โดยที่เราสามารถพูดคุยหรือสอบถามข้อมูลผ่าน Social Media ได้เหมือนผู้ซื้อได้พูดคุยสอบถามข้อมูลกับเจ้าของร้านโดยตรง

สินค้าหรือบริการส่วนใหญ่จะมีการโฆษณา โปรโมชั่นผ่านทาง Social Media กันมากขึ้นเพราะเป็นช่องทางที่สามารถประชาสัมพันธ์ได้อย่างกว้างขวางและรวด เร็ว โดยมีการ Share และบอกต่อ ยกตัวอย่างเช่น ICHITAN ได้มีการประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น ลุ้นฝาอิชิตันและมีการประกาศผลรางวัลผ่านทาง Facebook เป็นต้น

——————————————————————————————–

3.Email Marketing 

Email marketing

เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดแบบออนไลน์ ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแบบไดเร็กเมล์ในรูปแบบของอีเมล์นั่นเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการประชาสัมพันธ์, โฆษณา, หรือเผยแพร่ ข้อมูลข่าวสาร ให้กับกลุ่มเป้าหมายในรูปแบบข้อมูลแบบ text หรือ html โดยผู้ส่งจะส่งข้อมูลเหล่านั้น ไปยังที่อยู่อีเมล์ของผู้รับเป้าหมาย อาจจะส่งครั้งละ จำนวนน้อยๆ ถึงคราวละมากๆ สำหรับ ในประเทศไทยแล้วมีแนวโน้มการใช้ email marketing เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะ ว่า ถูก สะดวก และรวดเร็ว ตรงกลุ่มเป้าหมาย และยังมีผลตอบรับค่อนข้างเร็วอีกด้วย มี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

 

1. การทำ email marketing โดยวิธีการส่ง อีเมล์คราวละมากๆด้วยโปรแกรมส่งอีเมล์
กลุ่มนี้ จะซื้อรายชื่ออีเมล์ หรือดูดอีเมล์มาจากตามเวปบอร์ด หรือเวปไซต์ต่างๆ และทำการส่งข้อความที่ต้องการส่งอีเมล์ที่แถมมา หรือที่หามาได้ วิธีนี้โดยส่วนใหญ่อีเมล์ของคุณจะเป็น SPAM เกือบทั้งหมด ซึ่งเมื่อส่งไปแล้วมักจะเข้าไปอยู่ที่ JUNK MAIL BOX หมด หรือเมื่อคุณทำการตั้งค่า pop3 หรือ smtp ในการส่งผ่าน webhosting ที่คุณใช้บริการอยู่คุณก็อาจจะทำให้ mail server ของผู้ให้บริการล่มได้ จนทำให้ webhosting ที่คุณใช้บริการปิดหรือยกเลิกบริการของคุณโดยทันที ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คุณได้ในเวลาต่อมา ทำให้โอกาสในการทำการตลาดของคุณลดลง กลุ่มนี้มีค่อนข้างเยอะเหมือนกันนะครับสำหรับประเทศไทย ถูกจริงแต่ไม่คุ้มค่าและไม่เหมาะสมอีกด้วย วิธีนี้ไม่ขอแนะนำเท่าไหร่นะครับ

*********************************************************************************

2.การทำ email marketing ผ่านผู้ให้บริการด้านนี้โดยเฉพาะ
ซึ่งข้อความของคุณจะถูกส่งด้วย mail server ของผู้ให้บริการซึ่งผ่านระบบ email filters แล้วก่อนที่จะถูกส่งไปข้อความโดยส่วนใหญ่จะเข้าไปอยู่ที่ INBOX เพิ่มโอกาสในการเปิดอ่านจากผู้รับ ทำให้เพิ่มโอกาสในทางธุรกิจของคุณ ย่นระยะเวลาในการจัดการ ซึ่งคุณสามารถทำรายการทั้งหมด ผ่านหน้าเวปไซต์ของผู้ให้บริการได้ทั้งหมด *วิธีนี้ขอแนะนำ น่ะครับ

 

ประโยชน์ของ Email marketing
•ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสื่อต่างๆ เช่น การโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ,วารสาร, หรือตามเวปไซต์ต่างๆ
•กำหนดและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน รวมทั้งสามารถรักษาฐานลูกค้าไว้ได้อย่างมั่นใจ (CRM)
•มีผลตอบสนองค่อนข้างรวดเร็วซึ่งเพิ่มโอกาสในทางธุรกิจของคุณ
•สามารถนำเสนอรายการสินค้า หรือรูปแบบทั้งในรูปแบบ text และ html
•สามารถขยายตลาดของบริษัทหรือธุรกิจให้ครอบคลุม ทั้งในประเทศและทั่วโลก ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ปัจจุบัน Email Marketing เป็นเครื่องมื่อทางการตลาดที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะนอกจากประสิทธิภาพสูง รวดเร็วและเข้าถึงตัวลูกค้าได้โดยตรงแล้วยังประหยัดกว่าสื่อโฆษณารูปแบบอื่นๆจากการสำรวจของ Shop.org/Bizrate Survey พบว่าผู้ที่ใช้ Email Marketing (ได้ผล 86%) ทำตลาดประสบผลสำเร็จมากกว่า ใช้ Search Engine (ได้ผล 58%)

*********************************************************************************

Spam mail คืออะไร?

SPAM จริงๆแล้วก็ไม่ได้เป็นคำย่อมาจากคำใดๆ และก็ไม่เคยมีความหมายในภาษาอังกฤษมาก่อน เพียงแต่เป็นคำแสลง ที่ใช้ในการเรียกอีเมล์ที่ส่งมาเพือมีจุดประสงค์ในการ โฆษณาขายสินค้า, ประชาสัมพันธ์, บริจาค, ขอความช่วยเหลือ หรือ อื่นๆ ซึ่งสร้างความรำคาญในกับผู้ใช้อีเมล์หากได้รับอีเมล์ประเภทนี้มาเกินไป

*********************************************************************************

Spam เกิดขึ้นได้อย่างไร

        ก็อย่างที่เรารู้กันว่าการส่งอีเมล์เป็นการสื่อสารที่เสียค่าใช้จ่ายน้อย และสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้จำนวนมาก พวกสร้าง SPAM ก็คือพวกที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้ได้มากที่สุดเพื่อจุดประสงค์ในการ โฆษณาขายสินค้า, ประชาสัมพันธ์ ทางธุรกิจของตน จึงใช้วิธีการให้ได้มาซึ่งอีเมล์แอดเดรสของกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งอาจเป็นได้จากหลายกรณี เช่น การที่เราส่งต่ออีเมล์ต่างๆ, การใช้อีเมล์แอดเดรสในการสมัครสมาชิกของกลุ่มข่าว (newsgroup) หรือ สมัครสมาชิกของ website ต่าง ๆ

บทความโดย : yousaytoo.com
ประกาศบทความโดย 
www.prosoftemailmarketing.com – See more at:http://www.prosoftemailmarketing.com/ArticleInfo.aspx?ArticleID=4611#sthash.UZCWSDcX.dpuf

——————————————————————————————–

4.Affiliate Marketing 

การทำ Affiliate Marketing หมายถึงการที่คุณทำการโปรโมตสินค้า บริการ หรือเว็บไซท์ใดๆก็ได้ที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ต จากนั้นก็สะสมรายได้ เมื่อมีคนเข้ามาทำกิจกรรมผ่าน Links ที่คุณทำการ โปรโมต โดยกิจกรรมที่คนทำนั้น อาจเป็นการ CLICK การ SALE การ SIGN UP อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้ง 3 อย่าง

ถ้าสรุปง่ายๆ ก่อนก็คือว่า งาน Affiliate คืองาน Promote Links เท่านั้นเอง โดย Links ที่เรานำมาโปรโมตนั้น จะมีชื่อเรียกเฉพาะว่า Profit Links

ความง่ายของงานนี้อยู่ตรง ที่ว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีสินค้า หรือว่าบริการ หรือว่าเว็บไซซ์เป็นของตนเอง ขอเพียงคุณเรียนรู้วิธีการสร้าง Profit Links และเรียนรู้เทคนิค ในการโปรโมต Links ในแบบต่างๆทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวแล้ว มันจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของคุณ เป็นอย่างมากทีเดียว

– อะไรคือ Affiliate Marketing
– ระบบนี้มีข้อดีอย่างไร
– ระบบนี้ทำงานอย่างไร
– จะโฆษณา Affiliate Program ของเราได้อย่างไร

Affiliate Marketing หรือ การเป็นนายหน้าขายของผ่านอินเทอร์เน็ต นั้นคือการทำโฆษณาสินค้าผ่านตัวแทนต่าง ๆ นั่นเอง ซึ่งเมื่อก่อนการขายสินค้าและบริการจะจำกัดอยู่ที่ การลงโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ แผ่นพับ หรือ ใบปลิว ต่าง ๆ ซึ่งเมื่อคนต้องการขายของ ก็จะทำการลงโฆษณาในสื่อต่าง ๆ พวกนี้ และในสมัยต่อมา ได้มีสื่ออินเทอร์เน็ตขึ้นมา ทำให้การโฆษณาผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตทำได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นการนำ Banner ป้ายโฆษณา ต่าง ๆ ไปติดไว้บนเว็บไซต์ที่มีคนเข้าชมเยอะ ๆ หรือ เว็บไซต์ที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าของสินค้านั้น ๆ หรือการไปซื้อโฆษณาจากเว็บไซต์ค้นหาต่าง ๆ เช่น Google Search, Yahoo Search Msn Search เป็นต้น

ซึ่งเมื่อคนเห็นโฆษณาแล้ว ก็ทำการคลิกเข้าไปซื้อสินค้า ผู้ลงโฆษณาหรือเจ้าของสินค้าก็ได้รับเงินผลกำไรไป แต่แล้วก็มี กระทาชายนายหนึ่ง หัวใส คิดว่าการที่ตนเองลงโฆษณาคนเดียวนั้น มันไม่ค่อยสะดวก ไหนจะต้องเหนื่อยดูแล และ ไหนจะต้องคอยบริหารสินค้าต่าง ๆ ก็เลยเกิดความคิดที่ว่า ให้ใครก็ได้มาขายของให้ตนเอง และ ถ้าขายได้ ก็จะให้ค่า Commission กลับคืนไป เมื่อมีผู้ผลิตสินค้า ทำรูปแบบนี้เยอะ ๆ เข้า ก็เลยเกิดเว็บไซต์ Affiliate Provider ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อ และ ผู้ขาย โดย Affiliate Provider นี้จะคอยดูแลร้านค้าต่าง ๆ ไม่ให้โกง คนขาย (Affiliate Marketer) และ คอยดูแล คนขาย ไม่ให้โกง ร้านค้า ด้วย ซึ่งการมี Affiliate Provider นี้ ทำให้การทำธุรกิจเป็นไปด้วยความรวดเร็วและโปร่งใส

ข้อดีของ Affiliate Marketing

– ไม่จำเป็นต้องมีสินค้าของตัวเอง
– ไม่จำเป็นต้องบริการหลังการขาย
– ไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ก็ได้ (แต่ถ้ามีจะช่วยเพิ่มมูลค่าขึ้นเยอะ )
– สามารถควบคุมต้นทุนได้
– สามารถหยุดการขายได้ทันทีถ้าไม่มีกำไร เนื่องจากไม่ต้อง Stock สินค้า
– สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ขอเพียงมี Internet
– วันใดไม่ได้ทำงาน แต่ก็ยังมีรายได้เข้ามาเรื่อย ๆ
– ไม่ต้องห่วงเรื่องโดนโกงค่า Commission

การทำงานของระบบ Affiliate Marketing

– เจ้าของสินค้า/บริการ สมัครเป็นสมาชิก Affiliate Provider
– เจ้าของสินค้า/บริการ แสดงสินค้าพร้อมค่าคอมมิสชั่น ที่ Website ของ Affiliate Provider
– ผู้ขาย สมัครเป็นสมาชิกของ Affiliate Provider
– ผู้ขาย สมัครเข้าเป็นตัวแทนขาย กับสินค้านั้น ๆ ที่เลือก
– ผู้ขาย นำ Link หรือ Banner ของสินค้า ไปติดที่เว็บไซต์ตัวเอง หรือ นำไปโปรโมท ตาม Search Engine
– ผู้ซื้อ คลิกผ่าน Link หรือ Banner ที่ผู้ขายนำไปติดไว้ แล้วไปซื้อสินค้า
– ผู้ซื้อ จ่ายเงินให้กับ Affiliate Provider
– Affiliate Provider จ่ายเงินให้กับร้านค้าที่เอาของมาขาย + จ่ายเงินค่าคอมมิสชั่นให้กับ ผู้ขาย

การโฆษณา Affiliate Program ของเราทำอย่างไรได้บ้าง

– โฆษณา ผ่าน Search Engine Optimization (SEO)
– โฆษณา ผ่าน Pay Per Click Program (PPC)
– โฆษณา ผ่าน News Letter
– โฆษณา ผ่าน สื่ออื่น ๆ
สรุป
– การทำ Affiliate Marketing ก็คือการ นำสินค้าหรือบริการของ ผู้ขาย มาขาย และ เมื่อขายได้แล้ว เราก็ได้ค่า คอมมิสชั่น นั่นเอง
– ระบบนี้มีข้อดีคือ สามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ที่มี Internet, มีหรือไม่มีเว็บไซต์ของตัวเองก็ได้, ควบคุมต้นทุนได้ง่าย, เรียนรู้และเริ่มต้นได้เร็ว
– การขาย สามารถทำการขายได้หลายรูปแบบ แต่ที่นิยมกันก็คือ การขายผ่าน เว็บไซต์ตัวเอง, การขายผ่าน Search Engine และ News Letter หรือ สื่ออื่น ๆ

 

——————————————————————————————–

5. Content Marketing

content marketing

คำ ว่า Content Marketing อาจจะดูไม่ค่อยเกี่ยวกับนักพัฒนาเว็บไซต์เท่าไรนัก แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหน ที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง หรือมีแผนจะทำธุรกิจโดยใช้เว็บเป็นสื่อแล้วล่ะก็ Content Marketing นั้นถือเป็นเรื่องที่เรามองข้ามไม่ได้เลยล่ะครับ

รู้จักกับ Content Marketing

ใน ชีวิตประจำวันเราคงจะพบเห็นโฆษณามากมายรอบตัวเรา โดยโฆษณาเหล่านี้มักจะเน้นไปที่การขายของหรือบริการต่างๆ ไม่ว่าโฆษณานั้นจะออกมาในรูปแบบใดแต่สุดท้ายก็มักจะลงเอยที่การหว่านล้อมให้ เราเลือกซื้อสินค้าหรือบริการจากเค้าอยู่ดี

ในทางกลับกัน Content Marketing จะเป็นการนำเสนอ “Content” ซึ่งก็คือ “เนื้อหาที่มีประโยชน์” ให้กับผู้บริโภค โดยมีจุดประสงค์หลักก็คือ เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกประทับใจจนสามารถจดจำ Brand สินค้าได้ และเกิดความความจงรักภักดีใน Brand สินค้า(Brand Loyalty)  ในที่สุด

จริงๆ แล้วเป้าหมายลึกๆ ของ Content Marketing ก็คือการขายอยู่ดี เพียงแต่จะเน้นไปที่การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของผู้บริโภคให้ได้ก่อน แล้วเมื่อนั้นผู้บริโภคก็จะเลือกใช้สินค้าหรือบริการของเราเองโดยที่เราไม่ จำเป็นต้องไปจูงใจอะไรเค้ามากนัก

รูปแบบของ Content Marketing

บทความ

ใครๆ ก็ชอบอ่านเนื้อหาดีๆ มีประโยชน์มากกว่าอ่านเนื้อหาที่มีแต่ข้อความโฆษณาขายของ การจะทำให้ผู้บริโภคประทับใจ เราอาจใช้วิธีเขียนบทความเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้บริโภคกำลังให้ความสนใจอยู่ ให้เราดูว่าเนื้อหาอะไรกำลังเป็นที่นิยมในขณะนั้นและมันยังไม่เคยมีใครเขียน มาก่อนหรืออาจมีคนเขียนแล้วแต่มันยังไม่ดีพอ วิธีนี้ถือเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ได้ผลดีมาก และถ้าเราสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ ผู้บริโภคก็จะเกิดความประทับใจในตัวเรา แต่อย่าลืมว่าเนื้อหาที่เราเลือกมานั้นจะต้องสื่อไปถึง Brand ของเราได้ด้วย

รูปภาพ / Infographics

คน เราไม่ชอบอ่านเนื้อหาอะไรยาวๆ บางทีการใช้รูปภาพที่สามารถสื่อความหมายได้ดีอย่าง Infographics กลับสามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้ดีและรวดเร็วกว่า เรามักจะเห็นหลายๆ บทความที่ใช้ Infographics ในการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจภาพรวมของเนื้อหาที่เข้าใจยากหรือซับซ้อน โดยเฉพาะพวกเนื้อหาที่เกี่ยวกับแผนภาพหรือการเปรียบเทียบสถิติอะไรบางอย่าง นอกจากนั้น วิธีนี้ยังสามารถใช้สีสันที่สดใสเข้ามาช่วยดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้ อีกด้วย

วิดีโอ

อีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ เลยก็คือการใช้วิดีโอ สมมติธุรกิจของเราเป็นการสอนทำเว็บไซต์ออนไลน์ เราก็อาจจะสร้างวิดีโอสอนการทำเว็บไซต์ที่เป็นคอร์สในระดับเริ่มต้นมาให้ผู้ บริโภคได้ดูกันฟรีๆ ก่อน เมื่อผู้บริโภคได้ความรู้โดยที่ไม่เสียเงินเลยสักบาท เค้าก็จะรู้สึกประทับใจและบอกต่อๆ กันไปเอง ซึ่งจะช่วยให้เรามีโอกาสที่จะได้ลูกค้าที่ต้องการจะเรียนคอร์สระดับที่สูง ขึ้น ถึงแม้ว่าการใช้วิดีโอในการทำ Content Marketing จะมีข้อเสียนิดหน่อยตรงต้นทุนที่ค่อนข้างจะเยอะกว่ารูปแบบอื่นๆ แต่ข้อเสียนี้กลับกลายเป็นข้อดีตรงที่ผู้บริโภคจะเห็นถึงความพยายามที่จะนำ เสนอเนื้อหาที่มีประโยชน์ของเรา

Social Media

อีกรูปแบบหนึ่ง ที่เรามองข้ามไม่ได้เลยก็คือ Social Media เพราะถือเป็นช่องทางที่สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วมากที่สุด ช่องทางหนึ่งเลยทีเดียว ให้เราสร้างแฟนเพจของ Brand ขึ้นมา แล้วคอยอัพเดทข่าวสาร คอยตอบคำถามให้ความช่วยเหลือเวลามีผู้บริโภคสงสัยอะไรด้วยถ้อยคำที่แสดงถึง ความยินดีและจริงใจ เพียงเท่านี้ เราก็จะสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ Brand ของเราได้แล้วล่ะครับ

ทำ Content Marketing แล้วได้อะไร ?

ผู้คนจดจำเราได้

ประโยชน์ ที่เห็นชัดๆ ที่สุดของการทำ Content Marketing เลยก็คือ ทำให้ผู้บริโภครู้ว่ามี Brand ของเราอยู่บนโลกใบนี้ หลายๆ คนอาจไม่เคยได้ยินชื่อ Brand ของเรามาก่อน แต่เค้าก็มารู้จักเราจากการบอกต่อๆ กัน หรือจากการแชร์เนื้อหาของเราผ่านทาง Social Media

ลูกค้ารักเรา

เมื่อสร้าง Brand Awareness ได้แล้ว สิ่งที่ควรสร้างต่อมาก็คือ Loyalty หรือความจงรักภักดีที่ผู้บริโภคมีให้กับเรา ดังนั้นเราควรแน่ใจว่าเนื้อหาที่เราสร้างขึ้นมานั้นมีประโยชน์กับผู้บริโภค จริงๆ ไม่ใช่เน้นแต่จะขายของท่าเดียว

ได้ลูกค้าเพิ่ม / คนเข้าเว็บมากขึ้น

เพราะ ผู้บริโภคสามารถจดจำ Brand ของเราได้แล้ว และเค้าก็ยังรักเราอีกด้วย จึงมีแนวโน้มว่าเราจะได้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น และหากเรามีเว็บไซต์ หรือแฟนเพจ การที่มีลูกค้าเพิ่มขึ้นย่อมจะทำให้ traffic ของเว็บไซต์เราเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย การประชาสัมพันธ์ข่าวสารอะไรก็จะสามารถทำได้สะดวก

ยอดขายเพิ่มขึ้น

สุด ท้ายแล้วเงินก็ไม่หนีไปไหน เมื่อเราสามารถทำให้ผู้บริโภคยินยอมจ่ายเงินให้เราได้อย่างเต็มใจที่สุด โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปโฆษณาอะไรมากมายเลย

Content Marketing vs Advertising

การ โฆษณาในรูปแบบเดิมๆ นั้นจะเน้นไปที่การขายเสียส่วนใหญ่จนอาจไปทำให้ผู้บริโภคบางคนไม่ชอบเพราะ รู้สึกว่ากำลังถูกหว่านล้อมอยู่ แต่มันก็มีข้อดีอยู่เหมือนกันตรงที่จะเห็นผลค่อนข้างเร็วหากคอยทำอยู่ เรื่อยๆ ส่วนการทำ Content Marketing นั้นจะไม่ได้เน้นที่การขายเป็นหลัก แต่จะให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นใน Brand สินค้าให้กับผู้บริโภคโดยการให้ความรู้จากเนื้อหาที่มีประโยชน์ ถึงแม้ว่าการทำ Content Marketing อาจจะเห็นผลได้ช้ากว่าการโฆษณาแบบตรงๆ แต่ผลที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่าและยั่งยืนกว่า

 

 

——————————————————————————————-

 

 

6. Viral Marketing เป็นรูปแบบ การทำตลาดแบบปากต่อปาก (Word-of-Mouth Marketing)

ซึ่งจะบอกต่อกระจายออกไป ไวอย่างกับไวรัสที่แพร่กระจายข่าวอย่างรวดเร็ว

แทนที่คุณจะต้องจ่ายเงินมหาศาลไปกับการซื้อโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์ โฆษณาทางทีวี หรือแม้แต่การทำโฆษณาแบนเนอร์ (Banner Ads) บนเว็บไซต์ แต่ด้วยศักยภาพของ Viral Marketing คุณแทบจะจ่ายเงินน้อยมาก หรือไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสักบาทดียวเพื่อลงโฆษณาบนสื่อเหล่านั้น เพียงแค่ปล่อยให้บรรดาแฟนคลับที่ชื่นชมสินค้า หรือติดตามความเคลื่อนไหวของคุณอยู่แล้วทำงานให้กับคุณแทน

การทำตลาดแบบ Viral Marketing จะทำให้แคมเปญการตลาดของคุณมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีด้วยตัวของมันเอง แล้วหลังจากนั้นก็จะเริ่มลุกลามไปเรื่อยๆ เหมือนกับไวรัส ด้วยการที่คุณส่งแคมเปญการตลาดที่สุดแสนจะฮา ขำ กลิ้ง หรือไม่ก็น่าสนใจสุดๆ ต่อไปให้กับเพื่อนๆ ในลิสต์รายชื่ออีเมลหรือรายชื่อใน social network ของคุณ อย่าง facebook และ twitter เพื่อให้เพื่อนๆได้ชม แล้วช่วยแชร์หรือส่งบต่อกันไปอีกที และเมื่อเกิดการส่งต่อๆ กันไปมากขึ้น ก็จะเริ่มมีคนเรียกร้องต้องการรับชมแคมเปญโฆษณานั้นๆที่คุณสร้าง ขึ้นมา เพื่อจะได้รู้ว่ามัน เป็นอย่างที่เสียงลือ เสียงเล่าอ้างที่ใครๆ กล่าวขวัญกันถึงหรือเปล่า ซึ่งเมื่อพวกเขาได้รับชม ได้สัมผัสแล้ว ก็จะส่งต่อๆ ไปยังคนอื่นๆ อีก ทำให้แคมเปญการตลาดที่คุณสร้างขึ้นมานั้นถูกกระจายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคที่ social network กำลังเป็นที่นิยม ก็จะยิ่งแพร่กระจายได้เร็วยิ่งขึ้น และด้วย internet สารเหล่านี้ก็จะสามรถกระจายไปได้ทั่วโลกในเวลาอันสั้น
Viral Marketing ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ช่องทาง ทางอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังสามารถเผยแพร่กระจายไปตามสื่อ Traditional Media เช่นทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ ได้เช่นกัน (แต่ทางอินเตอร์เน็ตเป็นที่นิยมมากและได้ผลมากที่สุด )

ทุกวันนี้ Youtube ก็ถูกนำมาเป็นเครื่องมือที่นักการตลาดใช้ในการทำ Viral Marketing อย่างมาก โดยใช้วิธีการรูปแบบต่างๆ เพื่อดึงดูดควาสนใจ ให้คนพูดถึง และบอกต่อ

ตัวอย่างเช่น clip viral video ของเครื่องปั่นน้ำผลไม้ยี่ห้อหนึ่ง ที่ใช้วิธีการที่ว่า เมื่อมีอะไรออกใหม่ หรืออยู่ในกระแส ผู้ชายคนที่อยู่ในคลิปก็จะเอาของที่อยู่ในกระแสมาใส่เครื่องปั่นน้ำผลไม้นี้ แล้วดูว่าจะปั่นได้หรือไม่

เพียงแค่การอิงกับกระแสที่กำลังนิยมอยู่ และด้วยลีลาการปั่น และเนท้อหาที่โดนใจ ก็ทำให้ทุกๆครั้งที่มีของใหม่มาปั่น วีดีโอแต่ละตอนที่อยู่บน youtube ก็จะถูกพูดถึง ส่งต่อกัน เพียงไม่นานก็จะมีผู้ได้ชม video ของเค้าเป็นสิบล้านคนทั่วโลก

และ video ที่ถูกส่งต่อนี้ก็เรียกกันว่า viral video

เรื่องราวของเครื่องปั่นน้ำผลไม้ยี่ห้อนี้ ถูกนำมาเขียนเป็น case study โดยนักการตลาดของสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว

Clip ปั่น Vuvuzela

clip ปั่น iPad

clip ปั่น iPhone4

เมื่อดูวีดีโอเหล่านี้แล้ว หลายคนอาจรุ้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมต้องมาทำลายของพวกนี้กันด้วย เสียดายจังเลย บางคนก็มองด้วยความสนใจ แต่บางคนอาจมองว่าคนนำเสนอเพี้ยนไปหรือป่าว และหลายคน ก็เผลอส่งต่อๆไปยังเพื่อนๆจำนวนมาก และวีดีโอนั้นๆก็แพร่กระจายไปอย่างมากมายและรวดเร็ว และถ้าสังเกตดีๆ จะพบกว่า จริงๆแล้ว วีดีโอดังกล่าวนี้ คือ การโฆษณาเครื่องปั่นน้ำผลไม้ยี่ห้อที่ปรากฏอยู่ในคลิปวีดีโอนั่นเอง!

ตัวอย่างของการทำ Viral Marketing ในไทยก็เช่น video โฆษณาเกี่ยวกับ “การใช้มือถือแต่พอดี” ของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือค่ายหนึ่ง ซึ่งวีดีโอนี้ถูกปล่อยออกมาทาง youtube และมีผู้ส่งต่อกันทาง social network จำนวนมาก เนื่องจากเนื้อหาของ video นี้ ใครๆดูแล้วก็บอกว่า “โดน” เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เล่น twitter, BB chat, facebook อยู่เป็นประจำ ความสำเร็จของวีดีโอนี้คือมี
คนดูเป็นล้านคนภายใน 12 วันก่อนที่วีดีโอตัวนี้จะออกอากาศเป็นโฆษณาทางโทรทัศน์จริงๆเสียอีก

 

อีกตัวอย่างที่เกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็สามารถทำให้โด่งดังได้ เช่น Phoenix สื่อรัก มช. ที่ขายไอเดียสุดเจ๋งโดยการรับจ้างบอกรักและ Wonder Gays สาว(หนุ่ม)น้อยเหล่านี้ที่ ดังด้วยความความ “ไม่ตั้งใจ” (โดยการถ่ายวีดีโอไว้นั้นเป็นการถ่ายไว้ดูเล่นและส่งต่อให้เพื่อน) เมื่อการกระทำที่แสดงนั้น “น่าสนใจ” “โดน” “ ถูกใจ” ก็จะถูกพูดถึง บอกต่อ และส่งต่อๆกันไป แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในสังคมออนไลน์

 

——————————————————————————————-

 

 

 7. Mobile Marketing


ธุรกิจบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นธุรกิจหนึ่งที่จะมองข้ามไม่ได้ เมื่อเทียบกับหลายๆ ธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันนี้มีเพิ่มมากขึ้นอย่าง รวดเร็ว และนี่คงเป็นอีกหนึ่งคำตอบสำหรับนักธุรกิจ หรือนักการตลาด ที่จะมองข้ามไม่ได้ ในการที่จะนำเอาระบบเทคโนโลยีเคลื่อนที่เข้ามาช่วยในด้านการตลาด เพราะระบบเคลื่อนที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลการแสวงหามูลค่าใหม่ในการทำธุรกิจผ่านเครือข่ายไร้สาย เครือข่ายแบบไร้สายทำให้เกิดทั้งโอกาสและความซับซ้อนในการทำธุรกิจอย่าง มโหฬาร เพราะทำให้ความคาดหวังของผู้บริโภคสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ผลักดันให้การแข่งขันสูงขึ้นด้วย ความรวดเร็วในการทำธุรกิจที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่นี้เร็วไม่พอ เมื่อเทียบกับความต้องการของผู้บริโภค ธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องมีการทำงานแบบ Real-time ต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและล้ำหน้าในการออกแบบกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความ ซับซ้อนในธุรกิจแบบนี้Mobile Marketing สื่อรูปแบบใหม่ที่ช่วยให้สื่อสารโดยตรงไปยังลูกค้าเพื่อประชาสัมพันธ์ กิจกรรมการตลาด รายการส่งเสริมการขาย สร้างภาพลักษณ์ให้กับตราสินค้า ตลอดจนการได้มาของฐานข้อมูลอันทันสมัยของลูกค้าซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธวิธีการ ตลาดเชิงสัมพันธ์ (Customer Relationship Management – CRM) ที่สำคัญของการตลาดในสหัสวรรษใหม่นี้การตลาดในยุคแห่งการช่วงชิงฐานส่วนแบ่งตลาด และรักษาฐานลูกค้าให้จงรักภักดีต่อ Brand รวมทั้งตัดสินใจใช้สินค้าและบริการได้ง่ายขึ้นนั้น Mobile Marketing ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการใช้เป็นเครื่องมือทางตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามจำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มากกว่า 25 ล้านรายในปัจจุบัน นั่นเพราะ Mobile Marketing เป็นการตลาดที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง และสามารถวัดผลได้รวดเร็ว รวมทั้งเป็นรูปแบบที่ใช้ต้นทุนทางการตลาดต่ำ และได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายสูงMobile + Marketing คือการทำกิจกรรมทางการตลาดผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ซึ่งสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ตรงตามที่ต้องการ และสามารถรายงานผลการตอบรับได้ เป็นลักษณะของการ Multi-casting โดยจะเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายหลัก เป็นการรุกและสร้างกิจกรรมส่งเสริมการตลาดควบคู่ไปด้วย เพราะกิจกรรมถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ได้เป็นอย่างดีกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องใน Mobile marketing
1. Mobile Developer – Nokia, Motorola, Samsung ผู้พัฒนาโทรศัพท์เคลื่อนที่
2. Mobile Network Operator – AIS, DTAC, True Move, Hutch ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่
3. Content provider – ผู้ผลิตสื่อเพื่อให้บริการบนโทรศัพท์เคลื่อนที่
4. Business – ธุรกิจที่ใช้บริการสื่อเพื่อทำกิจกรรมทางการตลาด
5. Subscriber – ผู้รับบริโภคข้อความทางการตลาดข้อมูลจาก:
พ.อ.รศ.ดร.เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ
อุดมลักษณ์ จันทร์ศรี
ศิริรัตน์ อุดมทรัพยากุล
วิภู กู้ปิ่นไพฑูรย์
ที่มา: http://www.guru-ict.com/guru/files/Mobile_Marketing.doc
__________________
Pantavanij emarketplace: Smart Trading Gateway ศูนย์รวมประกาศซื้อจากองค์กรธุรกิจชั้นนำ และแหล่งสรรหาสินค้าและผู้ขายคุณภาพ

——————————————————————————————

8. Online Public Relation Marketing

การประชาสัมพันธ์เชิงการตลาด (Marketing Public Relations : MPR)

 การประชาสัมพันธ์เชิงการตลาดหรือ เอ็มพีอาร์ หมายถึง ขั้นตอนการวางแผนการปฏิบัติดำเนินงานและการประเมินผลในกระบวนการกระตุ้นให้ เกิดการซื้อและความพึงพอใจโดยอาศัยการให้ข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือ ผ่านรูปแบบการนำเสนอเกี่ยวกับสินค้าและองค์กร เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจและต้องการซื้อสินค้าในที่สุด นักกลยุทธ์ไอเอ็มซีบางท่านก็เรียกเอ็มพีอาร์ว่า การเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับตราสินค้าŽ (Brand Publicity) ซึ่งจะเห็นได้ว่าทิศทางของการทำประชาสัมพันธ์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปตาม ยุคสมัย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จะเป็นการทำประชาสัมพันธ์องค์กร (Corporate Public Relations : CPR) ที่เน้นความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานกับกลุ่มเป้าหมายแต่ ในปัจจุบันนักกลยุทธ์ไอเอ็มซีหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นกับการประชาสัมพันธ์ เชิงการตลาด (Marketing Public Relations : MPR) ซึ่งเป็นการนำความสัมพันธ์ระหว่างการตลาดกับการประชาสัมพันธ์มาผสมผสานกัน ในอดีตมักจะมีคำกล่าวว่า การประชาสัมพันธ์ไม่ใช่การตลาด (PR is Not Marketing) แต่ในปัจจุบันนั้นเป็นที่ยอมรับกันว่าการประชาสัมพันธ์กับการตลาดเป็นสอง สิ่งที่มีความสำคัญต่อกันมากจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ โดยมากมีรูปแบบวิธีการบริหารองค์กรโดยใช้การตลาดและประชาสัมพันธ์เป็นหลักใน การจัดการถึง 5 รูปแบบดังนี้
ในรูปแบบแรกจะสอดคล้องกับคำพูดที่กล่าว ข้างต้นที่ว่าการประชาสัมพันธ์ไม่ใช่การตลาด โดยผู้บริหารองค์กรจะมองว่าการตลาดกับการประชาสัมพันธ์ไม่เกี่ยวข้องกันเลย จนกระทั่งในรูปแบบที่ 2 มองว่าทั้งการตลาดและการประชาสัมพันธ์มีส่วนสัมพันธ์กันบ้าง และการประชาสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของการตลาดในรูปแบบที่ 3 แต่สำหรับในรูปแบบที่ 4 นั้น จะเห็นว่า การตลาดกลับเป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์ ส่วนในรูปสุดท้ายนั้นการตลาดและการประชาสัมพันธ์ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของกัน และกันอย่างแยกไม่ออก นั่นคือรูปแบบของการประชาสัมพันธ์เชิงการตลาดที่ผู้เขียนกำลังกล่าวถึงนั่น เองเหตุผลที่ทำให้การประชาสัมพันธ์เชิงการตลาดอยู่ในกระแสนิยมในปัจจุบัน เนื่องจากสาเหตุสำคัญพื้นฐานดังต่อไปนี้
1. ค่าสื่อโฆษณามีราคาสูงขึ้น (media rates increasing ahead of inflation)
2. ทั้งตลาดและสื่อต่างก็แยกย่อยมากขึ้น (markets and media becoming increasingly fragmented) จะเห็นได้ว่ามีสื่อใหม่เกิดขึ้นมากมายอย่างนิตยสาร ได้แก่ คนรักบ้าน รถยนต์ เดินทางและท่องเที่ยว เป็นต้น
3. นักการตลาดพยายามใช้เครื่องมือการสื่อสารอย่างผสมผสานมากขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่สมบูรณ์แบบตามที่ต้องการให้มากที่สุด
4. ทัศนคติของกลุ่มเป้าหมายมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (changing consumer attitudes)
5. เพื่อให้บรรลุผลทั้งความน่าเชื่อถือและการใช้เงินอย่างคุ้มค่า (credibility and cost effectiveness) อันเป็นผลนำมาซึ่งภาพลักษณ์ที่ดีและขายสินค้านั่นเองการประชาสัมพันธ์เชิงการตลาด แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ
1. การประชาสัมพันธ์เชิงการตลาดแบบรุก (Proactive MPR) เป็นการมุ่งสร้างโอกาสทางการตลาดมากกว่า คอยแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว ในภาวะการแข่งขันทางการตลาดอย่างรุนแรง การประชาสัมพันธ์เชิงการตลาดแบบรุกมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะมุ่งวัตถุประสงค์ทางการตลาดเป็นสำคัญ
2. การประชาสัมพันธ์เชิงการตลาดแบบรับ (Reactive MPR) เป็นการมุ่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสินค้าหรือบริษัท อันเป็นการทำลายชื่อเสียง ภาพลักษณ์ของสินค้าหรือบริษัท เช่น การให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเพื่อแก้ไขและควบคุมการเกิดข่าวลือ (Rumor Control) การจัดการกับภาวะวิกฤต (Crisis Management) เป็นต้นขอบเขตของการประชาสัมพันธ์เชิงการตลาด
การ ประชาสัมพันธ์เชิงการตลาด ช่วยให้แผนการสื่อสารการตลาดบรรลุเป้าหมายมากขึ้น เช่น Pepsi ใช้ Michael Jackson และ Madonna เพิ่มระดับความสนใจและการรับรู้ในตัวสินค้า สำหรับสินค้าฟุตบอลอย่าง Adidas ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดหน้าร้าน ทำการส่งเสริมการขาย และการประชาสัมพันธ์เชิงการตลาด เพื่อหวังผลให้ขายสินค้าได้จำนวนมากก่อนที่จะมีการโฆษณาทางโทรทัศน์เสียอีก
เอ็ม พีอาร์ช่วยเพิ่มการรับรู้ในตัวสินค้า ให้กลุ่มเป้าหมายรับทราบ ช่วยให้เกิดความสนใจ ความตื่นตัว ความเข้าใจ สร้างความไว้วางใจ กระตุ้นความภักดีในสินค้าและกระตุ้นการซื้อ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับการประชาสัมพันธ์ เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถช่วยเพิ่มทัศนวิสัย พัฒนาองค์การและความน่าเชื่อถือในตัวสินค้า ซึ่งเครื่องมือไอเอ็มซีอื่นๆ ไม่สามารถทำได้ ขอบเขตของการประชาสัมพันธ์เชิงการตลาดมีดังนี้1. เขียนและบริหารแผนการประชาสัมพันธ์เชิงการตลาด (MPR Planning and Management) อาจกล่าวได้ว่าเป็นการบริหารจัดการภาพรวมของเอ็มพีอาร์ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการวางแผนและควบคุมการประชาสัมพันธ์เชิงการตลาด โดยทำการกำหนดวัตถุประสงค์ ระบุกลุ่มชุมชน (Publics) และกำหนดกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์เชิงการตลาดให้สอดคล้องกับการสื่อสารการ ตลาดในรูปแบบอื่นๆ จัดเวลาการบริหารขั้นตอนการปฏิบัติงานตลอดจนการประเมินผลงาน เมื่อสิ้นสุดแผนงานแล้ว
2. สื่อมวลชนสัมพันธ์ (Media Relations) เป็นส่วนสำคัญของการประชาสัมพันธ์เชิงการตลาด โดยสร้างความสัมพันธ์และความคุ้นเคยกับสื่อมวลชน ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่ความมั่นใจเพื่อกระตุ้นให้เกิดความชอบ ลดสิ่งที่เป็นแง่ลบ และยังเกี่ยวพันไปถึงความสัมพันธ์ของบุคคล ระหว่างนักประชาสัมพันธ์เชิงการตลาดกับบรรณาธิการและนักข่าว ทำให้เกิดทัศนคติที่มีต่อกันในแง่บวก
3. การเผยแพร่ข่าวสาร (Producing Publicity) การส่งและเผยแพร่ข่าวสาร คือ หลักการสำคัญของการประชาสัมพันธ์ โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับ ข่าวสาร และการส่งข่าวแจกเพื่อช่วยกระจายข้อมูลขององค์กรและสินค้าในด้านดี และยังช่วยจำกัดผลกระทบที่เกิดขึ้นในกรณีที่ให้ข้อมูลข่าวสารผิดพลาด การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารถือเป็นส่วนดีของการประชาสัมพันธ์เชิงการตลาดที่ สามารถใช้ให้เกิดประสิทธิผลและคุ้มทุน มีศักยภาพที่จะเป็นรูปแบบการสื่อสารที่มีอำนาจ ซึ่งเป็นผลจากความน่าเชื่อถือและสามารถสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นได้
4. การผลิตสิ่งพิมพ์ (Producing Publications) เป็นส่วนสนับสนุนสำคัญของการเผยแพร่ข่าวสาร ความหลากหลายของสิ่งพิมพ์ อาจทำโดยการใช้พนักงาน ส่งจดหมายแจ้งข่าว รายงานการเงินไปยังลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสินค้าและตราสิน ค้า
5. การสื่อสารองค์กร (Corporate Communications) ประกอบไปด้วยการวางแผนองค์กร การจัดการภาพลักษณ์ การประชาสัมพันธ์องค์กร ชุมชนสัมพันธ์ สร้างและคงสภาพความสัมพันธ์ทั้งในระดับท้องถิ่น ชาติ และระหว่างชาติที่เกี่ยวพันกันเพื่อประโยชน์ของการดำเนินธุรกิจ การติดต่อกับรัฐบาลและตัวแทนของรัฐบาลคราวหน้าผู้เขียนจะกล่าวถึงขอบเขตของ การทำประชาสัมพันธ์เชิงการตลาดต่อให้จบ และจะเขียนถึงรายละเอียดของเกณฑ์ในการวางแผนว่ามีอะไรบ้างที่ต้องพิจารณา ตลอดจนข้อดีข้อจำกัดและการวัดผลของเครื่องมือนี้ว่ามีอะไรบ้าง แล้วพบกันนะครับ

 

Email marketing
เป็น กลยุทธ์ทางการตลาดแบบออนไลน์ ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแบบไดเร็กเมล์ในรูปแบบของอีเมล์นั่นเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการประชาสัมพันธ์, โฆษณา, หรือเผยแพร่ ข้อมูลข่าวสาร ให้กับกลุ่มเป้าหมายในรูปแบบข้อมูลแบบ text หรือ html โดยผู้ส่งจะส่งข้อมูลเหล่านั้น ไปยังที่อยู่อีเมล์ของผู้รับเป้าหมาย อาจจะส่งครั้งละ จำนวนน้อยๆ ถึงคราวละมากๆ สำหรับ ในประเทศไทยแล้วมีแนวโน้มการใช้ email marketing เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะ ว่า ถูก สะดวก และรวดเร็ว ตรงกลุ่มเป้าหมาย และยังมีผลตอบรับค่อนข้างเร็วอีกด้วย มี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

 

1. การทำ email marketing โดยวิธีการส่ง อีเมล์คราวละมากๆด้วยโปรแกรมส่งอีเมล์
กลุ่ม นี้ จะซื้อรายชื่ออีเมล์ หรือดูดอีเมล์มาจากตามเวปบอร์ด หรือเวปไซต์ต่างๆ และทำการส่งข้อความที่ต้องการส่งอีเมล์ที่แถมมา หรือที่หามาได้ วิธีนี้โดยส่วนใหญ่อีเมล์ของคุณจะเป็น SPAM เกือบทั้งหมด ซึ่งเมื่อส่งไปแล้วมักจะเข้าไปอยู่ที่ JUNK MAIL BOX หมด หรือเมื่อคุณทำการตั้งค่า pop3 หรือ smtp ในการส่งผ่าน webhosting ที่คุณใช้บริการอยู่คุณก็อาจจะทำให้ mail server ของผู้ให้บริการล่มได้ จนทำให้ webhosting ที่คุณใช้บริการปิดหรือยกเลิกบริการของคุณโดยทันที ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คุณได้ในเวลาต่อมา ทำให้โอกาสในการทำการตลาดของคุณลดลง กลุ่มนี้มีค่อนข้างเยอะเหมือนกันนะครับสำหรับประเทศไทย ถูกจริงแต่ไม่คุ้มค่าและไม่เหมาะสมอีกด้วย วิธีนี้ไม่ขอแนะนำเท่าไหร่นะครับ

*********************************************************************************

 

2.การทำ email marketing ผ่านผู้ให้บริการด้านนี้โดยเฉพาะ
ซึ่ง ข้อความของคุณจะถูกส่งด้วย mail server ของผู้ให้บริการซึ่งผ่านระบบ email filters แล้วก่อนที่จะถูกส่งไปข้อความโดยส่วนใหญ่จะเข้าไปอยู่ที่ INBOX เพิ่มโอกาสในการเปิดอ่านจากผู้รับ ทำให้เพิ่มโอกาสในทางธุรกิจของคุณ ย่นระยะเวลาในการจัดการ ซึ่งคุณสามารถทำรายการทั้งหมด ผ่านหน้าเวปไซต์ของผู้ให้บริการได้ทั้งหมด *วิธีนี้ขอแนะนำ น่ะครับ

 

ประโยชน์ของ Email marketing
•ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสื่อต่างๆ เช่น การโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ,วารสาร, หรือตามเวปไซต์ต่างๆ
•กำหนดและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน รวมทั้งสามารถรักษาฐานลูกค้าไว้ได้อย่างมั่นใจ (CRM)
•มีผลตอบสนองค่อนข้างรวดเร็วซึ่งเพิ่มโอกาสในทางธุรกิจของคุณ
•สามารถนำเสนอรายการสินค้า หรือรูปแบบทั้งในรูปแบบ text และ html
•สามารถขยายตลาดของบริษัทหรือธุรกิจให้ครอบคลุม ทั้งในประเทศและทั่วโลก ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ปัจจุบัน Email Marketing เป็นเครื่องมื่อทางการตลาดที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะนอกจากประสิทธิภาพสูง รวดเร็วและเข้าถึงตัวลูกค้าได้โดยตรงแล้วยังประหยัดกว่าสื่อโฆษณารูปแบบ อื่นๆจากการสำรวจของ Shop.org/Bizrate Survey พบว่าผู้ที่ใช้ Email Marketing (ได้ผล 86%) ทำตลาดประสบผลสำเร็จมากกว่า ใช้ Search Engine (ได้ผล 58%)

*********************************************************************************

Spam mail คืออะไร?

SPAM จริงๆแล้วก็ไม่ได้เป็นคำย่อมาจากคำใดๆ และก็ไม่เคยมีความหมายในภาษาอังกฤษมาก่อน เพียงแต่เป็นคำแสลง ที่ใช้ในการเรียกอีเมล์ที่ส่งมาเพือมีจุดประสงค์ในการ โฆษณาขายสินค้า, ประชาสัมพันธ์, บริจาค, ขอความช่วยเหลือ หรือ อื่นๆ ซึ่งสร้างความรำคาญในกับผู้ใช้อีเมล์หากได้รับอีเมล์ประเภทนี้มาเกินไป

*********************************************************************************

Spam เกิดขึ้นได้อย่างไร

        ก็อย่างที่เรารู้กันว่าการส่งอีเมล์เป็นการสื่อสารที่เสียค่าใช้จ่ายน้อย และสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้จำนวนมาก พวกสร้าง SPAM ก็คือพวกที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้ได้มากที่สุดเพื่อจุดประสงค์ใน การ โฆษณาขายสินค้า, ประชาสัมพันธ์ ทางธุรกิจของตน จึงใช้วิธีการให้ได้มาซึ่งอีเมล์แอดเดรสของกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้า หมาย ซึ่งอาจเป็นได้จากหลายกรณี เช่น การที่เราส่งต่ออีเมล์ต่างๆ, การใช้อีเมล์แอดเดรสในการสมัครสมาชิกของกลุ่มข่าว (newsgroup) หรือ สมัครสมาชิกของ website ต่าง ๆ

บทความโดย : yousaytoo.com
ประกาศบทความโดย 
www.prosoftemailmarketing.com – See more at: http://www.prosoftemailmarketing.com/ArticleInfo.aspx?ArticleID=4611#sthash.on8zrVKm.dpuf

Email marketing

เป็น กลยุทธ์ทางการตลาดแบบออนไลน์ ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแบบไดเร็กเมล์ในรูปแบบของอีเมล์นั่นเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการประชาสัมพันธ์, โฆษณา, หรือเผยแพร่ ข้อมูลข่าวสาร ให้กับกลุ่มเป้าหมายในรูปแบบข้อมูลแบบ text หรือ html โดยผู้ส่งจะส่งข้อมูลเหล่านั้น ไปยังที่อยู่อีเมล์ของผู้รับเป้าหมาย อาจจะส่งครั้งละ จำนวนน้อยๆ ถึงคราวละมากๆ สำหรับ ในประเทศไทยแล้วมีแนวโน้มการใช้ email marketing เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะ ว่า ถูก สะดวก และรวดเร็ว ตรงกลุ่มเป้าหมาย และยังมีผลตอบรับค่อนข้างเร็วอีกด้วย มี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

 

1. การทำ email marketing โดยวิธีการส่ง อีเมล์คราวละมากๆด้วยโปรแกรมส่งอีเมล์
กลุ่ม นี้ จะซื้อรายชื่ออีเมล์ หรือดูดอีเมล์มาจากตามเวปบอร์ด หรือเวปไซต์ต่างๆ และทำการส่งข้อความที่ต้องการส่งอีเมล์ที่แถมมา หรือที่หามาได้ วิธีนี้โดยส่วนใหญ่อีเมล์ของคุณจะเป็น SPAM เกือบทั้งหมด ซึ่งเมื่อส่งไปแล้วมักจะเข้าไปอยู่ที่ JUNK MAIL BOX หมด หรือเมื่อคุณทำการตั้งค่า pop3 หรือ smtp ในการส่งผ่าน webhosting ที่คุณใช้บริการอยู่คุณก็อาจจะทำให้ mail server ของผู้ให้บริการล่มได้ จนทำให้ webhosting ที่คุณใช้บริการปิดหรือยกเลิกบริการของคุณโดยทันที ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คุณได้ในเวลาต่อมา ทำให้โอกาสในการทำการตลาดของคุณลดลง กลุ่มนี้มีค่อนข้างเยอะเหมือนกันนะครับสำหรับประเทศไทย ถูกจริงแต่ไม่คุ้มค่าและไม่เหมาะสมอีกด้วย วิธีนี้ไม่ขอแนะนำเท่าไหร่นะครับ

*********************************************************************************

 

2.การทำ email marketing ผ่านผู้ให้บริการด้านนี้โดยเฉพาะ
ซึ่ง ข้อความของคุณจะถูกส่งด้วย mail server ของผู้ให้บริการซึ่งผ่านระบบ email filters แล้วก่อนที่จะถูกส่งไปข้อความโดยส่วนใหญ่จะเข้าไปอยู่ที่ INBOX เพิ่มโอกาสในการเปิดอ่านจากผู้รับ ทำให้เพิ่มโอกาสในทางธุรกิจของคุณ ย่นระยะเวลาในการจัดการ ซึ่งคุณสามารถทำรายการทั้งหมด ผ่านหน้าเวปไซต์ของผู้ให้บริการได้ทั้งหมด *วิธีนี้ขอแนะนำ น่ะครับ

 

ประโยชน์ของ Email marketing
•ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสื่อต่างๆ เช่น การโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ,วารสาร, หรือตามเวปไซต์ต่างๆ
•กำหนดและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน รวมทั้งสามารถรักษาฐานลูกค้าไว้ได้อย่างมั่นใจ (CRM)
•มีผลตอบสนองค่อนข้างรวดเร็วซึ่งเพิ่มโอกาสในทางธุรกิจของคุณ
•สามารถนำเสนอรายการสินค้า หรือรูปแบบทั้งในรูปแบบ text และ html
•สามารถขยายตลาดของบริษัทหรือธุรกิจให้ครอบคลุม ทั้งในประเทศและทั่วโลก ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ปัจจุบัน Email Marketing เป็นเครื่องมื่อทางการตลาดที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะนอกจากประสิทธิภาพสูง รวดเร็วและเข้าถึงตัวลูกค้าได้โดยตรงแล้วยังประหยัดกว่าสื่อโฆษณารูปแบบ อื่นๆจากการสำรวจของ Shop.org/Bizrate Survey พบว่าผู้ที่ใช้ Email Marketing (ได้ผล 86%) ทำตลาดประสบผลสำเร็จมากกว่า ใช้ Search Engine (ได้ผล 58%)

*********************************************************************************

Spam mail คืออะไร?

SPAM จริงๆแล้วก็ไม่ได้เป็นคำย่อมาจากคำใดๆ และก็ไม่เคยมีความหมายในภาษาอังกฤษมาก่อน เพียงแต่เป็นคำแสลง ที่ใช้ในการเรียกอีเมล์ที่ส่งมาเพือมีจุดประสงค์ในการ โฆษณาขายสินค้า, ประชาสัมพันธ์, บริจาค, ขอความช่วยเหลือ หรือ อื่นๆ ซึ่งสร้างความรำคาญในกับผู้ใช้อีเมล์หากได้รับอีเมล์ประเภทนี้มาเกินไป

*********************************************************************************

Spam เกิดขึ้นได้อย่างไร

        ก็อย่างที่เรารู้กันว่าการส่งอีเมล์เป็นการสื่อสารที่เสียค่าใช้จ่ายน้อย และสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้จำนวนมาก พวกสร้าง SPAM ก็คือพวกที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้ได้มากที่สุดเพื่อจุดประสงค์ใน การ โฆษณาขายสินค้า, ประชาสัมพันธ์ ทางธุรกิจของตน จึงใช้วิธีการให้ได้มาซึ่งอีเมล์แอดเดรสของกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้า หมาย ซึ่งอาจเป็นได้จากหลายกรณี เช่น การที่เราส่งต่ออีเมล์ต่างๆ, การใช้อีเมล์แอดเดรสในการสมัครสมาชิกของกลุ่มข่าว (newsgroup) หรือ สมัครสมาชิกของ website ต่าง ๆ
*********************************************************************************

9. Display Marketing

Display advertising คือการเสนอโฆษณาด้วย Banner ให้คนสามารถ Click เข้าชมได้เมื่อ Clickไปที่ Banner นั้นๆแล้วก็จะส่งมาที่ Website หลักที่ขายสินค้านั้น การทำโฆษณาในรูปแบบของ Display Ads หรือที่นักการตลาดบางคนเรียกว่าแบนเนอร์นั้น ถ้าพูดผ่านๆ อาจคิดว่าไม่มีอะไรใหม่แล้ว เป็นโฆษณารูปแบบเดิมๆ แต่แท้ที่จริงแล้วยังมีหลายอย่างอีกมาก ที่อยู่ภายใต้เบื้องหลังการลงแบนเนอร์ในยุคปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะเราไม่ได้เลือกที่ Placement อีกต่อไปแล้ว ผู้โฆษณาสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมาย (Audience) ได้อย่างแม่นยำ        เทคโนโลยีที่ทางบริษัท Syndacast กำลังจะมาเล่าสู่กันฟังวันนี้คือ DMP หรือที่มีชื่อเต็มว่า Data Management Platform เดิมที่การลงโฆษณาแบบแบนเนอร์นั้น ผู้ลงโฆษณาหรือแบรนด์ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วโฆษณาของเรานั้นได้ไปถึงยังกลุ่มเป้าหมายที่สนใจตัวผลิตภัณฑ์จริงหรือไม่ แล้วถ้าเราอยากกำหนดกลุ่มเป้าหมายขึ้นมาทำอย่างไรนะ? จะเป็นการลงโฆษณายังเว็บไซต์ที่คิดว่าน่าจะมีผุ้อ่านตาม Demographic ที่ตรงกับเว็บฯ นั้นๆ ก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ของเว็บฯ ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป มีความสนใจหลากหลายแตกต่างจากสมัยก่อนดังนั้น DMP จึงเข้ามาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทุกข้อมูลต่างๆ เข้าหากัน เรียกว่ารวมข้อมูลข้อมูลที่เดิมกระจัดกระจายอยู่คนละที่ของผู้ใช้บนโลกอินเทอร์เน็ตไว้ในที่แห่งเดียว เมื่อมีข้อมูลมากพอก็สามารถที่จะทำ Segmentation ได้ชัดเจนมากขึ้น นั่นหมายถึงเวลาที่เราตั้งกลุ่มเป้าหมาย (Targeting) ก็จะมีความแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่ง Syndacast มีข้อมูลในสายธุรกิจท่องเที่ยว และการโรงแรม (Travel & Hotel) รวบรวมไว้มาก จึงทำให้เราสามารถช่วยลูกค้าของเราในภาคธุรกิจนี้ได้เต็มประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ในอนาคต ด้วยตัวเทคโนโลยีเองจะสามารถลงรายละเอียดบนโลกออนไลน์และออฟไลน์ได้มากขึ้น และตอบโจทย์ภาคธุรกิจที่หลากหลาย อาทิเช่น นักโฆษณาต้องการ Target

  • ผู้หญิงวัยทำงานที่มีกำลังซื้อรายได้ระหว่าง…บาท/ เดือน อายุประมาณ 25- 35 ปี อาศัยอยู่ในเมือง สนใจสินค้าแบรนด์เนม ชอบสั่งซื้อสินค้าบนโลกออนไลน์มากกว่ากี่ครั้งต่อเดือน
  • ผู้ชายอายุประมาณ 25-35 ปี ที่กำลังค้นหาซื้อกล้องดิจิตอลตัวใหม่
  • กลุ่มวัยรุ่นประมาณ 18 – 25 ปี ที่สนใจเพลงเกาหลี เป็นต้น

สรุปประโยชน์ที่นักโฆษณาจะได้รับ

  • ทำให้เราสามารถนำเสนอโฆษณาตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นจริงๆ  เนื่องด้วยเรารู้ข้อมูลของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น
  • สร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับสินค้าเพราะจะไม่ไปแสดงผลยังกลุ่มคนที่ไม่ใช่และอาจรู้สึกรำคาญเมื่อเจอโฆษณาที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสนใจบ่อยๆ
  • เป็นการใช้งบประมาณของเงินที่ลงไปทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่า

สำหรับใครที่สนใจเรื่อง DMP จะสามารถช่วยธุรกิจคุณได้อย่างไรบ้าง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ info@syndacast.com

 

*********************************************************************************

10. Relationship Marketing

 

Relationship Marketing คือ การตลาดแบบมีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า (Customer Relationship Marketing) นั่นเอง การบริการมีส่วนสำคัญในการตลาดแบบมุ่งเน้นความสัมพันธ์ การสร้างมิตรจิตมิตรใจหรือไมตรีจิตผ่านการบริการนั้น จะเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์แบบใกล้ชิด (Intimate relationship) ซึ่งมีคุณลักษณะหรือมีองค์ประกอบ 3 ประการ หรือที่เรียกว่า 5C หรือ 5ส อันได้แก่

1. Communication: Self disclosure and sympathetic listening (สื่อสาร: การพูดเปิดใจและการฟังอย่างเข้าอกเข้าใจผู้บริโภค) การสื่อสารมีบทบาทค่อนข้างสูงในการดึงดูดให้มีผู้มาสนใจสินค้า/บริการได้ ความปราถนาที่จะตอบทุกคำถามของลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา และการพยายามสนองความต้องการของลูกค้าด้วยความเต็มใจและกระตือรือร้นนั้น ก็จะทำให้ลูกค้าเกิดประทับใจได้เช่นกัน

2. Caring and Giving (ใส่ใจและการรู้จักให้กับผู้บริโภค) การใส่ใจและการรู้จักให้กับลูกค้า อาจอยู่ในรูปของการให้โดยการแถมสินค้าเป็นการคืนกำไรให้กับลูกค้า และการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในทางปกป้องผู้บริโภคก็เป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจที่มีต่อผู้บริโภคได้ดีเช่นกัน

3. Commitment: Bonding with consumers (สัญญาใจ: ความผูกพันระยะยาวกับผู้บริโภค) การรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับลูกค้านั้น ที่สุดแล้วก็จะกลายมาเป็นความผูกพันระยะยาวที่ลูกค้ามีให้กับเรา การสร้างสัญญาใจอาจอยู่ในรูปโปรแกรมการให้รางวัล/สิทธิพิเศษกับลูกค้าที่ใช้บริการบ่อยครั้งในรอบปี หรือลูกค้าที่ซื้อสินค้าแต่ละครั้งเป็นจำนวนเงินที่สูง เป็นต้น

4. Comfort (Compatibility) สบายใจ/สอดคล้อง-คือการที่ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นกับความมั่นคงของสินค้าหรือมีการบริการที่วางใจได้

5. Conflict resolution and trust (สลายความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นจากการบริการ) การเปิดโอกาสให้ลูกค้าเรียกร้อง/ร้องเรียนเมื่อลูกค้าพบปัญหาจากการบริการ และเราก็พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้นด้วยความเต็มใจในทันที

การตลาดแบบมุ่งเน้นความสัมพันธ์นั้น จะเน้นการสร้างความพึงพอใจต่อความสัมพันธ์ที่ลูกค้ามีต่อผู้ให้บริการ และความพึงพอใจต่อความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นจากองค์ประกอบเหล่านี้คือ

  • ความพึงพอใจต่อผู้ให้บริการ
  • ความพึงพอใจต่อบริการหลัก
  • ความพึงพอใจต่อองค์กร

นอกจากนี้แล้ว ความเชื่อมั่นตัวสินค้าก็เป็นสิ่งสำคัญต่อการรักษาลูกค้าไว้ด้วย และขั้นตอนการพัฒนาความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อสินค้านั้นมี 3 ขั้นตอนคือ

  1. ลูกค้าจะสำรวจความน่าเชื่อถือของตัวสินค้า/บริการด้วยการทดสอบในรูปแบบต่างๆ
  2. ลูกค้าจะมีความคาดหวังต่อตัวสินค้า/บริการว่าตรงกับคำโฆษณาที่เราสื่อสารออกไปตามสื่อต่างๆ ให้ลูกค้ารับทราบ
  3. ลูกค้าจะให้ความสำคัญกับความเห็นเกี่ยวกับสินค้า/บริการ ที่ถูกนำเสนอออกมาจากสื่อต่างๆหรือจากการบอกเล่ากันแบบปากต่อปาก (Viral Marketing) ข้อมูลที่ดีที่ได้บอกต่อกันแบบปากต่อปากนี้ จะมีผลทำให้ลูกค้าเกิดเชื่อมั่นในบริการได้ในที่สุด

“การรักษาลูกค้าประจำไว้” นั้น เราอาจใช้แนวทางการตลาดแบบมุ่งเน้นความสัมพันธ์ มาประยุกต์เข้ากับวัฒนธรรมและประเพณีของแต่ละสังคม แล้วจึงนำมากำหนดกลยุทธ์ รวมทั้งแนวทางและวิธีในการสร้างความผูกพันระหว่างลูกค้ากับสินค้า/บริการให้คงอยู่นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

*********************************************************************************

 

 

11. Inbound Marketing

ในยุค social media คึกคักสุดๆ  หลายคนรู้ว่าการตลาดได้เปลี่ยนไปจากยุคก่อนนี้แล้ว  แต่ละคนก็มีวิธีทำแคมเปญออนไลน์ต่างๆมาแล้ว

… แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม  หลายครั้งก็ยากจะสรุปภาพรวมทั้งหมดว่า social media marketing นั้นมีลักษณะเด่นๆอะไรบ้าง ?  และมีจุดต่างจุดเปลี่ยนจากการตลาดเดิมๆอย่างไร ?

มีวิธีคิดแบบหนึ่งซึ่งอธิบายการตลาดยุค social media ในภาพรวมภาพใหญ่ ได้อย่างดีและเข้าใจง่าย  นั่นคือ “Inbound Marketing”  (ตรงข้ามกับ Out Bound Marketing แบบเดิมๆ) … ลองมาทัศนาภาพ infographic สวยๆ อธิบายได้น่าสนใจ  ซึ่ง MarketingOops เราคัดเฉพาะส่วนที่อธิบายได้ดีมาลง

Inbound Marketing  …

* ต้องสื่อสาร 2 ทาง

* ต้องให้กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าเป็นฝ่ายเข้ามาหาสิ่งที่ต้องการ แล้วพบเราอยู่ที่นั่น (เช่นในเสิร์ช , ในเฟซบุ๊ค , ทวิตเตอร์ , ฯลฯ)

* นักการตลาดต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าด้วย

* นักการตลาดต้องให้ความบันเทิงและ/หรือความรู้ต่อกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ยังไม่ได้ขาย

ตรงข้ามกับ Outbound Marketing ทุกข้อ โดยเฉพาะการที่ Outbound เน้นการ “บุก” เข้าไปสู่กลุ่มเป้าหมาย เช่นผ่านทีวี วิทยุ หรือแม้แต่ป้ายแบนเนอร์โฆษณาในเว็บ  โดยเฉพาะพวกที่มาบังเนื้อหาให้เราต้องกด X ปิด หรือกด Skip ก่อน

 

ข้างบนนี้เป็นสถิติเด่นๆที่ยืนยันว่า Ourbound Marketing กำลังอยู่ในขาลง

 

..  Inbound Marketing ทำได้ทั้งผ่าน content marketing และ การเข้าไปมีส่วนร่วมใน social media …

 

ด้านล่างนี้ชี้ให้เห็นว่า Inbound Marketing อย่าง SEO , Social Media , และ Blog นั้นประหยัดกว่าสื่อ Outbound Marketing แบบเดิมๆมาก

 

หากต้องการดูและอ่านทั้งหมด เชิญได้ที่ mashable.com

 

 

*********************************************************************************

 

 

12. Online Video Marketing

โปรโมทให้ดังศาสตร์ ด้วย video marketing

..เพื่อนๆคือผู้หนึ่งใช่ไหม ที่กำลังมองหาวิธีโปรโมทประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักบนโลกออนไลน์ อย่างที่ผมได้เคยบอกไป ว่า Online marketing ช่วยคุณได้มากกว่าที่คิด วันนี้เราจะมาเรียนรู้วิธีทำให้ สินค้าและบริการ หรือ ธุรกิจออนไลน์ที่เพื่อนๆกำลังทำอยู่ ให้เป็นที่รู้จัก ในรูปแบบของการทำ Video Marketing กันครับ…

good

ก่อนอื่นก็ต้องขอ อธิบายกันคร่าวๆเบื้องต้นครับว่า รูปแบบของการทำ video marketing แบ่งออกเป็น 4 อย่างด้วยกัน

1) รูปแบบที่มีตัวเราอยู่ในวิดิโอ เพื่อนำเสนอหรือพรีเซนต์

2) รูปแบบของการให้สัมภาษณ์

3) รูปแบบของการนำเสนอ ผ่านโปรแกรมบันทึกหน้าจอ

4) รูปแบบของการนำเสนอผ่าน โปรแกรม Powerpoint 

โดยวันนี้ผมจะขอยกตัวอย่าง การทำวิดิโอมาร์เก็ตติ้ง ในรูปแบบที่ 3 ให้ได้ชมกัน ผ่านโปรแกรมบันทึกหน้าจอ เพื่อนำเสนอ เนื้อหาที่เราต้องการ จากนั้นจึงทำการอัพโหลดวิดิโอ เพื่อเผยแพร่ทาง Youtube Channel นั่นเองครับ…

ผมอยากบอก “ใจความสำคัญ” ให้เพื่อนๆได้ทราบว่า หากว่าเรารู้จักการให้ หรือนำเสนอ สิ่งดีๆ ผ่านทาง youtube Channel ของเราบ่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเพื่อนๆ รู้จักวิธีการตั้งค่า ช่อง youtube ของเพื่อนๆให้มีประสิทธิภาพแล้ว ภายในระยะเวลาไม่นาน ก็จะมีคนติดต่อหรือทักเข้ามาสอบถาม หรือติดตามวิดิโอของเพื่อนๆอย่างต่อเนื่อง

แน่นอนครับ เนื้อหาที่เราได้ทำการเสนอไปนั้น หากว่าทำให้คนอื่นๆที่เข้าชมรู้สึกได้ว่า เป็นวิดิโอที่ดีมีประโยชน์ให้คุณค่า ก็จะเป็นการสร้างแบรนด์ ในตัวสินค้าและบริการ หรือธุรกิจที่เพื่อนๆกำลังทำอยู่ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าและระยะเวลาด้วยนะครับ ..

good

 

foottergood

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เพื่อนๆจะได้รับความรู้ วิธีทำการตลาดออนไลน์ด้วยวิดิโอกันเบื้องต้นแล้ว ในระดับขั้นต่อไปเพื่อนๆจะได้เรียนรู้วิธีการ “ตั้งค่า” ช่อง Youtub ให้ถูกต้อง และการทำ “รีเสิร์ช” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในการทำการตลาดออนไลน์ด้วยวิธีนี้ให้ประสบความสำเร็จ ตรงกับความต้องการของทุกๆท่าน..

 

*********************************************************************************

1. Credit : http://seo-web.aun-thai.co.th/what_is_sem/

2. Credit : http://www.emarketing.in.th/google-training/adwords/google-seo/online-marketing-6/Social+Media+Marketing+%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/TH

3. Credit : http://www.prosoftemailmarketing.com/ArticleInfo.aspx?ArticleID=4611

4. Credit : http://sanooktopup.com/AffiliateMarketing.html

Email marketing

6. Credit : http://www.it24hrs.com/2011/viral-marketing-video-word-of-mouth/

7. Credit : http://www.pantavanij.com/xcart/forum/showthread.php?t=46

8. Credit : http://thaimantrip.blogspot.com/2011/02/marketing-public-relations-mpr.html

9. Credit : http://axiomst.blogspot.com/ , http://thumbsup.in.th/tag/display-advertising/

10. Credit : http://anekonline.com/661

11. Credit : http://www.marketingoops.com/media-ads/social-media/inbound-marketing/

12. Credit : http://thaweep.com/video-marketing-online/

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s